สัมภาษณ์ Nok Air 2010 รอบแรก

posted on 08 Jun 2010 23:35 by funguszo  in Experience

วันนี้ไปสัมภาษณ์นกแอร์รอบแรกมา เลยมาบันทึกไว้
เพราะก่อนเราไปสอบ ไม่รู้จะเตรียมตัวยังไง พยายามหาข้อมูลในเนตก็ไม่ค่อยมีละเอียดเท่าไหร่...
แชร์ไว้ในนี้ เผื่อเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆบ้าง

ท้าวความก่อนนิดนึง ตอนสมัครนี่ไม่ได้ตั้งใจเท่าไหร่  ก็สนใจอยากเป็นแอร์อยู่นะ  
อ่าน Qualification ก็ตรงหมด ยกเว้นเค้า require ผลสอบ TOEIC 550 up แต่เราไม่เคยไปสอบ
เรามีแต่ผลสอบ IELTS ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะแทนกันได้ป่าว
ประกอบกับหลายๆอย่าง ยังรับงานทำเว็บค้างไว้อยู่ ก็เลยไม่มีเวลา
และคิดว่าคงสอบโทอิกไม่ทันแน่ๆ เพราะใกล้วันหมดเขตสมัครแล้ว ก็คิดว่าคงไม่สมัครละล่ะ
จนวันนึงมีโอกาสได้คุยกะพี่สะใภ้ซึ่งเป็นแอร์อยู่ เค้าก็เชียร์เลยว่าน่าลองดู
เค้าบอกว่าวันรุ่งขึ้นโทรหาศูนย์โทอิกเลย ว่ากี่วันได้ผลสอบ
แล้วถ้าทัน ก็ไปถ่ายรูปไปจัดการอะไรให้เสร็จภายในวันเดียวเลยก็คงส่งทัน...
โอเคลองก็ลอง... สรุปว่าโทอิกได้ผลสอบ 1 วันหลังสอบ เร็วมากกกกก
ตอนสอบไอเอลกว่าเราจะได้ผลสอบก็เป็นสัปดาห์....
โทรถามตอนเช้า ไปสอบรอบบ่ายแบบเบลอๆ รุ่งขึ้นรับผลเลย โอเคผ่าน แล้วก็ไปถ่ายรูปเลย
หนึ่งในหลักฐานที่เรายังขาดอยู่ คือ รูป 2 นิ้ว และรูปเต็มตัว 
เราก็ไปแต่งหน้าทำผมใส่สูทแบบแอร์ และรูปเต็มตัวใส่ทั้งสูทและชุดธรรมดา
เพราะเค้าไม่ได้ระบุ เลยถ่ายไปสองแบบเลย
เรียบร้อยก็ไปส่งเอกสารหลักฐานวันสุดท้ายพอดี
ไม่หวังว่าจะโดนเรียกสัมภาษณ์เลยนะ เพราะคิดว่าตัวเองไม่สวยเท่าคนอื่น ดำก็ดำ ส่งไปขำๆ

แต่ทว่า... สัปดาห์ต่อมาก็ได้รับโทรศัพท์ นัดไปสัมภาษณ์ ที่ออฟฟิศนกแอร์ที่ดอนเมือง
โอเค มีเวลาเตรียมตัว 5 วัน เริ่มจากรักษาสิวก่อนเลย เพราะตอนนั้นสิวอุดตันเห่อมาก
แต่งหน้าก็คงกลบไม่เนียนเท่าไหร่ ก็ไปหาหมอ เสียตังค์กันไป...
แล้วทีนี้ปัญหาหนักใจ เรื่องชุด... มืดแปดด้านทั้งเราทั้งพี่ชายและพี่สะใภ้ เพราะเค้าระบุแค่
- ให้ใส่เสื้อเชิ้ตแขนไม่เกินศอก
- กระโปรงยาวไม่เกินเข่า
- รองเท้าคัทชู
- ผมไม่ต้องเกล้าก็ได้ แต่ให้เรียบร้อย
ด้วยความที่พี่เรากลัวว่าจะแต่งแล้วเป็นสาวออฟฟิศมากเกินไป กลัวจะเฉิ่มอะไรงี้
ก็เลยต้องมาวิเคราะห์กันจนปวดหัว
เดินห้างโน้น ออกห้างนี้ ดูมันไปเยอะแยะ ก็ไม่เจอที่ตอบโจทย์ซะที
เพราะว่าไม่รู้ว่าต้องการอะไรกันแน่ซักคน

สรุปว่ามาจบที่เสื้อสีขาวผ้าชีฟอง ข้างหน้ามีระบายน่ารักๆ
กระโปรงดำลายจุดขาวเล็กๆ เอวสูง และรองเท้าส้นสูงสีดำหนังแก้วสามนิ้ว
...นี่มันก็สาวออฟฟิศชัดๆ  - -"

วันสัมภาษณ์.... มีแต่คนใส่ชุดแนวเดียวกันนี่ล่ะ แทบทุกคน
แต่คนอื่นเค้าเรียบร้อยกว่ามาก ทั้งผม ชุด รองเท้า
ชุดเราก็คล้ายคนอื่นนะ แต่พอประกอบกับใบหน้าที่แต่งเต็ม และผมที่เซตลอน...
แถมกระโปรงสั้นกว่าคนอื่นเค้า (เนื่องจากพุงปลิ้น เลยรั้งกระโปรงขึ้นไปสูง 555)
มันออกมาดูเปรี้ยวมาก ช่างห่างไกลความเรียบร้อยซะเหลือเกิน....
เอาน่า ก็ไม่ได้ผิดกฎซักอย่างนี่นะ... ปลอบใจตัวเองว่าเราขายความต่าง 555

พอใกล้ถึงเวลา ก็เข้าไปห้องนั่งรอสัมภาษณ์
เจอพวกแอร์รุ่นพี่นั่งอยู่  ก็ขอดูผลโทอิกตัวจริงและให้ไปชั่ง นน. วัดส่วนสูง
แล้วก็ไปนั่งรอที่โซฟากะคนอื่นๆ ...
คนสมัครแต่ละคนก็แบบว่า อัธยาศัยดี ตามสไตล์งานประเภทนี้ ช่างพูดช่างคุย
....เราว่าก็ดีกว่านั่งกันอึมครึมนะ

พอถึงเวลา เค้าก้อเรียกเข้าห้อง ห้าคนพร้อมกัน ตามที่เค้าจัดไว้
ก็ไปนั่งเรียงกันที่โซฟายาวๆ แล้วก็ให้แต่ละคน ลุกขึ้นยืนที่ที่ตัวเองอยู่ แนะนำตัวเปนภาษาไทย
เราเปนคนที่สี่ เลยไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่
เสร็จแล้ว ก็ให้แต่ละคน เดินไปที่โต๊ะกรรมการ มีกระดาษคว่ำหน้าอยู่จำนวนนึง ก็ให้เลือกกระดาษมาใบนึง
มันเปนข้อความสั้นๆ อารมณ์ประมาณบทพูดบนเครื่องบินอ่ะ แบบว่า "เรียนท่านผู้โดยสาร..."  
และมีภาษาอังกฤษด้วย  ...เป็นบทพูดสั้นๆ ประมาณ 1/4 หน้ากระดาษเอสี่
ให้อ่านออกเสียง  แล้วก็กลับไปนั่งที่

พอห้าคนทำครบแบบนี้ ก็ให้เดินเรียงกันไปรอบห้อง ดูบุคลิค
ตอนนี้ลุ้นมากว่าจะสะดุดส้นสูงตัวเองป่าว 5555
โชคดีที่รอด  ละก็มานั่งที่เดิม
แล้วกรรมการก็ให้คนนึง ไปหยิบกระดาษอีกที ในโหล
ให้จับหัวข้อที่จะมาสนทนากันในกลุ่ม คราวนี้เป็นภาษาอังกฤษ
ได้หัวข้อ "ทำอย่างไรเมื่อต้องทำงานภายใต้ความกดดัน"
ก็ไม่มีอะไรมาก ผลัดพูดไปเรื่อยๆ  มีทั้งคนพูดเยอะพูดน้อย เราพูดไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ก็พูดบ้าง ><
ให้สนทนากัน ห้านาที แล้วก็เป็นอันเสร็จสิ้นการสัมภาษณ์รอบแรก
กรรมการก็ไม่โหดนะ สบายๆ แถมพูดเล่นๆด้วย เค้ารู้ว่าเราตื่นเต้น

สรุปรวมๆ ก็เป็นประสบการณ์ที่โอเค แปลกใหม่ดี และเราไม่เครียดเท่าไหร่
อาจจะเป็นเพราะไม่ได้คาดหวังมั้ง ตั้งใจแค่มาลองสนาม
แต่ด้วยความที่ลงทุนไปพอสมควรทั้งเงินและเวลา ก็มีแว้บๆที่แอบหวังบ้างว่า ได้ก็คงดีสิ
เพราะคงเหนื่อยมากถ้าจะต้องทำแบบนี้อีกหลายๆรอบ
เป็นวันที่สนุกดี ใจตุ๊มๆต่อมๆบ้าง กังวลบ้าง เพราะไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง และเป็นการสัมภาษณ์แบบนี้ครั้งแรก แอบเมื่อยส้นสูงสามนิ้ว แต่ตอนนี้ติดใจละ ใส่แล้วรู้สึกตัวเองบุคลิกดี
แต่ถ้าไปใส่เดินกับเพื่อนๆคงโดนด่า ว่าเมิงสูงอยู่แล้วจะใส่อีกทำไม T^T
และแอบเซ็งอีกเรื่อง ไปแต่งหน้าตั้งนานครึ่งค่อนวัน แต่สัมภาษณ์ยี่สิบนาที
แทบจะไม่อยากลบกันเลยทีเดียว... เสียดาย 555

สรุปท้ายสุด เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่า ไม่เสียใจที่ตัดสินใจลองดู ...ผลเป็นยังไง อีกสองวันรู้กัน !!

คำพูด

posted on 05 Mar 2010 10:37 by funguszo  in FavArticle
ฉันแปลกใจว่าทำไมในระยะหลัง
ทักษะการพูดและการอธิบายความรู้สึกของตนเองออกมาเป็นคำพูดนั้นยากเย็นขึ้น
หรือยิ่งเราแก่ตัวลง เรายิ่งอ้อมค้อม ระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการปะทะ
หลีกเลี่ยงการสร้างบาดแผลแก่ผู้อื่นด้วยคำพูด
 
แล้วราคาที่เราต้องจ่ายคือการอ้ำอึ้ง อมพะนำ
แล้วอาจเลยเถิดไปถึงภาวะที่เรียกว่า "หวานอมขมกลืน"
ซึ่งท้ายที่สุดอาจเลยเถิดไปถึงขั้น "ปากหวานก้นเปรี้ยว"
ขยับอีกนิดเป็น "ปากไม่ตรงกับใจ"
แล้วไปจบที่ "ตอแหล" ในที่สุด
 
 
 
จากหนังสือ จักรวาลในสวนดอกไม้ - ฮิมิโตะ ณ เกียวโต

นานมาแล้ว มีพระราชาองค์หนึ่ง
พระราชาองค์นี้มีคนสนิทคนหนึ่งที่พระองค์สนิทมาก
และมักจะพาไปไหนมาไหนด้วยเสมอในทุกๆ ที่


แล้ววันหนึ่ง พระราชาก็ถูกหมาตัวหนึ่งกัดนิ้ว แผลฉกรรจ์มาก
พระราชาจึงถามคนสนิทว่า นี่เป็นลางไม่ดีของพระองค์หรือเปล่า
คนสนิทกลับตอบว่า "ดี หรือไม่ดี ยากที่จะบอก"


และในที่สุด
พระราชาก็ถูกตัดนิ้วและพระราชาก็ ถามคนสนิทอีกว่า
นี่เป็นลางไม่ดีของพระองค์หรือ เปล่า
คนสนิทกลับตอบว่า "ดี หรือไม่ดี ยากที่จะบอก"


พระราชาโกรธมาก เลยจับคนสนิทขังไว้ในคุก


วันหนึ่ง พระราชาก็ได้เสด็จออกป่า ล่าสัตว์
พระองค์ทรงตื่นเต้นมาก
แล้วก็มุ่งเข้าไปในป่า ลึกเข้าไปเรื่อยๆ


เมื่อมารู้ตัวอีกทีก็พบว่า พระองค์ได้หลงทางเสียแล้ว
แต่ก่อนที่อะไรจะเลวร้ายไปกว่านั้น
พระองค์ก็ได้พบกับชนเผ่าพื้นเมือง ในป่าแห่งนั้น


คนป่าพวกนั้น ต้องการจับพระราชาไป บูชายัญ
แต่พวกเขาก็พบว่า
พระราชานิ้วขาดจึงรีบปลดปล่อยพระ ราชา
เพราะเชื่อว่าพระราชาไม่ใช่มนุษย์ ที่สมบูรณ์เลย
และไม่เหมาะที่จะนำไปบูชายัญ


พระราชาจึงตัดสินใจ กลับพระราชวังในที่สุด


และสุดท้าย พระองค์ก็เข้าใจคำพูดของคนสนิทที่บอกว่า
"
ดีหรือไม่ดี ยากที่จะบอก"
เพราะถ้าพระองค์มีนิ้วครบสมบูรณ์
พระองค์ต้องถูกฆ่าโดยคนป่าพวกนั้น อย่างแน่นอน

พระราชาจึงสั่งปล่อยตัวคนสนิท และขอโทษเขา

แต่พระราชากลับประหลาดใจ
เมื่อคนสนิทกลับไม่โกรธพระองค์เลย
ในทางตรงข้ามเขากลับบอกว่า

มันไม่ใช่ เรื่องเลวร้ายอะไรเลยที่ท่านขังข้าไว้ ทำไมงั้นหรือ
เพราะว่าถ้าพระองค์ไม่ขังข้าไว้
ข้าก็จะต้องตามท่านไปในป่าและในเมื่อท่านไม่ เหมาะจะถูกบูชายัญ
ข้าคงจะถูกนำไปบูชายัญแทนเป็นแน่


อีกครั้งกับคำ ที่ว่า ดี หรือไม่ดี ยากที่จะบอก


เรื่องนี้อาจกล่าวได้ว่าทุก สิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกนี้
ไม่มีการสรุปได้อย่างแน่นอนว่า ดี หรือไม่ดี


บาง ครั้งสิ่งที่ดี อาจจะกลายเป็นสิ่งที่เลวร้าย
ในขณะที่สิ่งที่เลวร้ายอาจกลายเป็น ดีได้



สิ่งดีๆ อะไรก็ตาม ที่เกิดขึ้นกับเรา
จงสนุกสนานกับมัน แต่อย่าไปยึดติดกับมัน
จงคิดเสียว่ามันเป็นสิ่งที่มาสร้าง ความประหลาดใจให้กับชีวิตของคุณ


อะไรต่างๆ ที่มันเลวร้าย ซึ่ง เกิดขึ้นกับคุณ
ไม่จำเป็นต้องไปเศร้าเสียใจในตอน ท้าย
มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย

 

ถ้าพวกเราเข้าใจได้อย่างนี้ พวกเราจะพบว่า
การใช้ชีวิตนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย

--

--

***ความดีมีไว้ไม่ตาย***
แต่ถ้าตาย...ความดีจะยังคงอยู่
...
ตลอดไป...

 

เครดิต: FW Mail

ขอบคุณ*

posted on 24 Jan 2010 16:44 by funguszo  in Perspective

อยากขอบคุณ ที่โลกสร้างเธอขึ้นมา

ขอบคุณทุกคนที่ทำให้โลกนี้น่าอยู่

ทำให้เวลาเจอคนแย่ๆ ก็ไม่หวั่น

ขอบคุณน๊า

you will be fine

posted on 01 Nov 2009 13:00 by funguszo  in Perspective

มาเข้าเรื่องมุมมองที่แตกต่างกันอีกแล้ว

ตราบใดที่ยังต้องอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคม

ตราบนั้น ก็ยังต้องคิดเรื่องนี้อยู่ บ้างแหละ

ต่างคน ต่างความคิด

เรื่องใหญ่ของคนๆ นึง  อาจจะเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วสำหรับอีกคน

ในขณะที่คนนึงกำลังร้องไห้เสียใจแทบตาย...

อีกคนกลับบอกอย่างเย็นชา ว่า "เธอจะไม่เป็นไรหรอก"

แน่สิ อีกฝ่ายก็ต้องเถียง (อย่างน้อยก็ในใจ) ว่า ไม่เป็นอะไรได้ยังไง เจ็บปวดขนาดนี้

พอเวลาผ่านไป มันก็จริงของเขานะ  "ฉันไม่เป็นไรจริงๆ" ยังมีชีวิตอยู่ปกติ

จะมีก็แค่ภายใน ที่มันยังมีความทรงจำ...

แล้วไอ้ที่แย่ๆ น่ะ จำแม่นซะด้วยสิ  จำได้ทุกรายละเอียด

ถ้าตัดใจไม่มองไปข้างหลังได้ คงจะดี

แต่ก็นั่นแหละ ตามหลักแล้ว... เราไม่ได้เป็นอะไร

แล้วมันก็มาถึงคราว ที่เราอยากจะบอกกับคนอื่นบ้าง

เรื่องที่เธอกำลังเจอ มันอาจจะหนักหนาสาหัส ก็เข้าใจ

"เธอจะไม่เป็นไรหรอก"

กี่ครั้งแล้ว

posted on 26 Oct 2009 08:39 by funguszo  in Perspective

กี่ครั้งแล้ว... ที่ทำผิดพลาด

กี่ครั้งแล้ว... ที่ไว้ใจมากไป... มากเกินกว่าความซื่อสัตย์ที่ได้รับมา

กี่ครั้งแล้ว... ที่เชื่อใจมากไป... มากเกินกว่าความจริงใจที่ได้รับมา

กี่ครั้งแล้ว... ที่ให้ความสำคัญมากไป... มากเกินกว่าความต้องการ

กี่ครั้งแล้ว... ที่อ่อนแอ... เสียใจ...น้อยใจ...ไร้ค่า... 

 

ทุกครั้ง... ที่ทำผิดพลาด ... ก็ตั้งใจจะไม่ให้เป็นอีก

และทุกครั้ง ที่พลาดอีก... ก็เซ็ง... ฉันมัน "โง่ซ้ำซ้อน" ...

whatever you do*

posted on 18 Jul 2009 23:32 by funguszo  in FavArticle

 

" Stand up for what is right even if you're standing alone "
                                                          
                                                           

 

edit @ 18 Jul 2009 23:37:38 by Nalatt